0

กาแฟเอสเพรสโซ่ร้อน

ว่ากันว่าความสุขของคอกาแฟก็คือ การได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศชิล ๆ ไปพร้อมกับการนั่งจิบกาแฟอุ่น ๆ กับรสชาติที่กลมกล่อมพร้อมกลิ่นหอมกรุ่น ๆ สักถ้วย นั่นกระมังที่เค้าเรียกกันว่า “สวรรค์ของคนดื่มกาแฟ” เรียกว่าเอาอะไรมาฉุดก็ไม่อยู่ เพราะการได้อยู่กับสิ่งที่ตัวเองชอบจะทำให้ปลดปล่อยอารมณ์ไปกับมันได้อย่างสบายใจ แม้แต่เรื่องกาแฟก็เช่นกัน ซึ่งความชอบของการดื่มกาแฟของแต่ละคนก็มีความแตกต่างกันออกไป แต่หากจะพูดถึงกาแฟที่คนนิยมกันมากถึงมากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้น “เอสเพรสโซ”

เอสเพรสโซ” เป็นกาแฟที่ได้รับการยอมรับจากคอกาแฟทั่วโลก ด้วยความดื่มด่ำอย่างล้ำลึกในกลิ่นและรสชาติ ที่หลายคนบอกว่าขาดไม่ได้ คอกาแฟที่ชอบรสชาติของความเข้มข้นคงจะเป็นที่รู้จักกันดี แต่ถ้าถามคนทั่วไปที่ดื่มกาแฟบ้างแต่ไม่ได้ชื่นชอบกาแฟเป็นชีวิตจิตใจ..ก็คงจะตอบยากสักหน่อย แต่ทราบหรือไม่ว่าในกาแฟเอสเพรสโซยังเป็นกาแฟที่มีส่วนผสมสำคัญของกาแฟอื่น ๆ อีกด้วย มารู้จักกันดีกว่าว่า..“กาแฟเอสเพรสโซ่” คืออะไร??

คำว่า “เอสเพรสโซ่” มาจากภาษาอิตาลี ที่แปลว่า เร่งด่วน “เอสเพรสโซ” เป็นกาแฟที่นิยมมากที่สุดในแถบประเทศยุโรปตอนใต้ โดยเฉพาะประเทศอิตาลีและฝรั่งเศส ซึ่งเป็นกาแฟที่มีรสชาติเข้มข้นที่สุดก็ว่าได้ การสั่งกาแฟ “caffe” ในร้าน ส่วนใหญ่แล้วจะสั่งเป็นกาแฟ“เอสเพรสโซ่” กันทั้งนั้น

เอสเพรสโซ่” ที่ดี ต้องมีกรุ่นกลิ่นหอมแต่ไกลมีสีน้ำตาลเข้มปราศจากตะกอน มีฟองครีมนุ่มลิ้นของกาแฟที่ผ่านการสกัดจาก Espresso Machine ประดับอยู่ที่ขอบแก้ว ที่สำคัญจะต้องมีรสชาติกลมกล่อมที่รู้สึกได้ตั้งแต่น้ำกาแฟไหลผ่านปลายลิ้นลงสู่ลำคอ ด้วยรสชาติอันชาติเข้มข้นและหนักแน่นอันเป็นเอกลักษณ์จึงทำให้คอกาแฟดื่มเอสเปรสโซโดยไม่ปรุงด้วยน้ำตาลหรือนม ซึ่งโดยมากจะเสิร์ฟเป็นชอต (แก้วแบบจอก) เพื่อไม่ให้มีปริมาณมากจนเกินไป ซึ่งการเสิร์ฟจะมีความแตกต่างตาม พฤติกรรมการดื่มของแต่ละประเทศ โดยทั่วไปการสั่งเอสเปรสโซตามร้านกาแฟส่วนใหญ่จะสั่งตามปริมาณเป็น “ซิงเกิ้ล” หรือ “ดับเบิ้ล” (ชอตเดียว หรือ สองชอต) ซึ่ง “เอสเพรสโซ่”มีความไวสูงในการทำปฏิกิริยากับออกซิเจน เพื่อไม่ให้เสียรสชาติจึงควรดื่มตอนชงเสร็จใหม่ ๆ

 

8 ข้อควรรู้เกี่ยวกับ“เอสเพรสโซ่”

1. “เอสเพรสโซ่” เป็นการใช้กาแฟพันธุ์อาราบิก้าที่ให้รสละมุนนุ่มนวลหรือบางแห่งอาจผสมกับกาแฟโรบัสต้าเล็กน้อยๆ เพื่อให้ได้รสเข้มข้น

2. การดื่มเอสเพรสโซ่ 1 ชอต โดยต้องดื่มให้หมดภายในเวลา 10 นาที ด้วยการดื่มแบบ “ซด หรือกระดก” อย่างรวดเร็ว เพื่อให้ลมเข้าไประบายความร้อนของน้ำกาแฟ

3. Espresso ที่ดีเวลาเสิร์ฟต้องร้อน มีฟองสีทองปกคลุมทั่วทั้งแก้ว ซึ่งจะต้องมีกลิ่นหอมรุนแรง ที่สำคัญ“เอสเพรสโซ่” ไม่มีแบบเย็น

4. “เอสเพรสโซ่” จะถูกเสิร์ฟในแก้ว ขนาดเล็ก ปริมาณเพียง 1-2 ออนซ์ ซึ่งการเสิร์ฟจะแตกต่างกันในแต่บะประเทศ

5. การดื่ม“เอสเพรสโซ่” แบบอิตาเลี่ยนแท้ๆต้องดื่มทันทีที่เสิร์ฟและดื่มให้หมดภายในชอตเดียว ไม่ต้องเติมน้ำตาล หรือนม

6. เมื่อน้ำกาแฟ“เอสเพรสโซ่” เข้าปากแล้วอย่าเพิ่งกลืน ให้อมไว้ในกระพุ้งแก้มก่อนสักครู่ แล้วค่อยๆกลืนลงท้อง ซึ่งจะทำให้กลิ่นกาแฟและรสชาติจะคงอยู่ในปาก ประมาณ 30 นาที

7. หลังดื่มกาแฟเอสเพรสโซแล้ว ควรล้างปากด้วยน้ำเปล่า หรือน้ำชา เพื่อเป็นการดับกลิ่นไม่พึงประสงค์ของกาแฟ

8. รสชาติจริง ๆ ของเอสเพรสโซจะขมนำ แต่หวานชุ่มคอ ภายหลัง เหมือนรสคาราเมล หรับผู้ที่เริ่มดื่มอาจจะผสมน้ำตาลไป 1 ช้อนโต๊ะแล้วค่อยๆจิบก็ได้

 

ประวัติความเป็นมาของกาแฟเอสเพรสโซ่

เอสเพรสโซ่นั้นคือกาแฟที่เป็นเสมือนหัวใจหลักของกาแฟเกือบจะทุกชนิด โดยกาแฟเอสเพรสโซ่ปรากฏขึ้นครั้งแรกในศตวรรษที่ 20 ที่ประเทศอิตาลี ณ ช่วงเวลานั้นกาแฟถือเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตประจำวันของชาวอิตาเลียน ซึ่งว่ากันว่าผู้ที่นำเอสเพรสโซ่เข้ามาในประเทศอิตาลี เป็นชาวแอฟริกันมุสลิม แต่คนที่คิดค้นเอสเพรสโซ่จริง ๆ แล้วก็คือเจ้าของโรงงานชาวอิตาเลียนในมิลานชื่อว่า ลุยจิ เบเซร่า (Luigi Bezzera)

หากย้อนกลับไปเมื่อปี 1903 “ลุยจิ” รู้สึกว่าในทุก ๆ เช้าของเขาได้เสียเวลาไปกับการทำกาแฟไม่น้อย ทำให้เขาได้คิดค้นเครื่องมือใหม่ ๆ ที่จะช่วยให้การทำกาแฟนั้นรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยลุยจิเรียกเครื่องนี้ว่า “Fast Coffee Machine” หรือ Espresso ซึ่งในภาษาอิตาเลียนมีความหมายว่า “เร็ว” และนี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของกาแฟ “เอสเพรสโซ่” นั่นเอง

แต่น่าเสียดายที่ในปี 1905 ลุยจิ เบเซร่า ผู้ที่ไม่เก่งเรื่องของการตลาด ทำให้เขาต้องขายเครื่องทำกาแฟนี้ให้กับ เดซิเดอโร่ ปาโวนิ (Desidero Pavoni) และได้จดสิทธิบัตรเครื่องนี้อย่างเป็นทางการ โดย “เดซิเดอโร่ ปาโวนิ” มีความเชี่ยวชาญในด้านของการตลาด จึงส่งผลทำให้กาแฟเอสเพรสโซ่และเครื่องทำกาแฟกลายเป็นที่แพร่หลายไปทั่วประเทศสหรัฐอเมริกาภายในปี 1927 และหลังจากนั้นไม่นานกาแฟเอสเพรสโซ่จึงได้ก้าวมาอยู่ในใจและเป็นที่นิยมของคนทั่วโลก

ปัจจุบันกาแฟนเอสเพรสโซ่ได้มีการดัดแปลงและนำไปผสมส่วนผสมต่าง ๆ มากมายตามความชอบของคน และแต่ละพื้นที่ อย่างในประเทศอังกฤษ คนส่วนมากจะนิยมนำไปผสมกับนมและฟองนม ทำให้มีชื่อเรียกขึ้นมาใหม่ว่า “คาปูชิโน่” หรือจะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกาที่นำไปผสมนม ทำให้มีชื่อเรียกกาแฟนี้ว่า “ลาเต้” และมีอีกหลากหลายชนิดแต่แน่นอนว่า กาแฟเอสเพรสโซ่ ก็คือ กาแฟอันทรงเสน่ห์ที่ใครได้ลิ้มลองแล้วจะติดใจอย่างแน่นอน

Leave a Reply